การสร้างโอกาสทางธุรกิจและตลาด
(Creating Business & Market Opportunities)
ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจอะไรยิ่งใหญ่แค่ไหนสิ่งที่ธุรกิจหรือการตลาดแสวงหาจะเป็นสิ่งเดียวกันที่เรียกว่า “โอกาส (Opportunities)”
คำว่า โอกาส หรือ Opportunities มีผู้ให้ความหมายไว้ว่าเป็นศักยภาพในการสร้างสิ่งใหม่ เช่น ผลิตภัณฑ์ใหม่หรือบริการใหม่ ตลาดใหม่ กระบวนการผลิตใหม่ วัตถุดิบใหม่ วิธีใหม่ในการจัดการเทคโนโลยีที่มีอยู่ ฯลฯ ซึ่งเกิดมาจากรูปแบบที่ซับซ้อนของเงื่อนไขการเปลี่ยน-แปลง อาทิ การเปลี่ยนแปลงในความรู้ เทคโนโลยี หรือเศรษฐกิจ สังคม การเมืองและเงื่อนไขด้านประชากรศาสตร์ (Baron & Shane, 2005)
โอกาสนั้นต้องสร้างศักยภาพในมูลค่าทางเศรษฐกิจ เช่น กำไร และเป็นมุมมองที่ต้องการของสังคมนั้นๆ เช่น การพัฒนาด้านกฎหมายและไม่ใช่เป็นการจำกัดหรือมีอุปสรรคจากมาตรฐานที่กำหนด
ซึ่งสามารถสรุปให้เห็นภาพที่กล่าวมาข้างต้นเกี่ยวกับสิ่งที่เป็นปัจจัยให้เกิดโอกาสทางธุรกิจและตลาดดังรูป
รูปที่ 1 สิ่งที่เป็นปัจจัยให้เกิดโอกาสทางธุรกิจและตลาด
หรืออาจจะกล่าวได้ว่าการเปลี่ยนแปลงทางสังคม เศรษฐกิจ การเมือง การตลาดและเทคโนโลยีเหล่านี้เป็นแหล่งหรือเงื่อนไขของการเกิดโอกาสทางธุรกิจและตลาด
รูปแบบของโอกาส (Form of the Opportunity)
สิ่งที่จะเป็นประโยชน์กับธุรกิจและตลาดคือ ถ้าหากผู้บริหารธุรกิจหรือนักการตลาดสามารถทำความชัดเจนในความสัมพันธ์ระหว่างแหล่งของโอกาสและรูปแบบของโอกาสที่มีอยู่ ซึ่งโดยปกติจะมีอยู่ 5 รูปแบบของโอกาส เช่น โอกาสในด้านผลิตภัณฑ์หรือบริการใหม่ วิธีการใหม่ในการจัดการ ตลาดใหม่ วิธีการผลิตใหม่ วัตถุดิบใหม่
ทำไมธุรกิจที่ดำเนินกิจการอยู่จึงเกิดโอกาสมากกว่า
สิ่งที่ยากอย่างหนึ่งของธุรกิจตั้งใหม่คือ จะทำอย่างไรให้มีกำไรจากโอกาสที่ค้น
พบ ขณะที่ธุรกิจที่ตั้งมาแล้วและดำเนินกิจการอยู่เกิดโอกาสได้มากกว่า
ประการแรก เส้นโค้งแห่งการเรียนรู้ (Learning Curve)
ธุรกิจที่ดำเนินกิจการอยู่เมื่อมีการพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการ จะเกิดเส้นโค้งแห่งการเรียนรู้ว่าใครจะทำสิ่งนั้นได้ดีกว่าในช่วงเวลาที่มีอยู่
ต.ย. ที่คิดได้ง่ายๆ เหมือนกับครั้งแรกที่ท่านขี่จักรยานว่าท่านจะไปไกลที่สุดได้แค่ไหน แต่พอครั้งที่สองมีเวลามากขึ้นท่านจะทำได้ดีกว่า ธุรกิจก็เป็นเช่นเดียวกัน
ประการที่สอง ธุรกิจจะขึ้นอยู่กับการมีชื่อเสียง
การวิจัยพบว่าคนส่วนใหญ่ชอบที่จะซื้อผลิตภัณฑ์จากซัพพลายเออร์ที่เขารู้จักและไว้ใจได้
ความมีชื่อเสียงของธุรกิจท่านทำให้คนอื่นเข้าสู่ตลาดได้ยากขึ้น
ประการที่สาม ถ้าธุรกิจประสบความสำเร็จ ธุรกิจนั้นสามารถพัฒนา “กระแสเงินสด (Cash Flow)” ได้ซึ่งจะทำให้มีเงินมากว่าในการใช้จ่ายเพื่อผลิตและกระจายสินค้าหรือบริการ
และกระแสเงินสดนี้ยังทำให้ธุรกิจสามารถลงทุนในผลิตภัณฑ์ใหม่ บริการใหม่ๆ ที่พบกับความต้องการของลูกค้า
ประการที่สี่ ธุรกิจส่วนใหญ่เผชิญกับการประหยัดด้วยขนาด (Economics of Scale)
ธุรกิจที่ดำเนินการอยู่จะมีค่าใช้จ่ายในการดำเนินการถูกกว่าธุรกิจที่เกิดใหม่ ต.ย.เช่น ร้าน 7-11 สามารถใช้การประหยัดด้วยขนาดในการเปิดร้านสาขาใหม่ได้ภายในไม่เกิน 1-2 วัน ขณะที่คู่แข่งหรือรายใหม่จะต้องใช้เวลามากกว่า
ประการที่สุดท้าย องค์ประกอบที่สมบูรณ์ของสินทรัพย์
ธุรกิจที่ผลิตสินค้าซึ่งอยู่ในตลาดอยู่แล้วจะมี “องค์ประกอบที่สมบูรณ์ของสินทรัพย์” (Complementary Assets) เช่น ธุรกิจหนังสือพิมพ์จะมีโรงพิมพ์ มีสำนักพิมพ์ มีช่องทางจัดจำหน่ายหรือเอเย่นต์และสายส่ง ยังมีสื่อออนไลน์ ฯลฯ ซึ่งเป็นการครอบครองและควบคุมองค์ประกอบที่สมบูรณ์ของสินทรัพย์ ทำให้ได้เปรียบในการสร้างโอกาสทางธุรกิจและตลาดมากกว่าธุรกิจที่เพิ่งเกิดใหม่
ตารางที่ 2 ใครได้ใครเสียในโอกาสใหม่ทางธุรกิจและตลาด
โดยสรุปแล้วโอกาสทางธุรกิจและตลาดที่เกิดขึ้นจะมีลักษณะอยู่ 3 กระบวนการด้วยกันคือ 1) การสร้างไอเดีย (การผลิตไอเดียสำหรับสิ่งที่ใหม่ๆ) 2) ความคิดริเริ่ม (การสร้างความคิดหรือไอเดียที่มีทั้งใหม่และมีศักยภาพในการใช้ประโยชน์) และ 3) การยอมรับโอกาส (การยอมรับว่าไอเดียไม่ใช่เป็นแค่เพียงใหม่ มีศักยภาพที่ใช้ประโยชน์ได้ ยังต้องมีศักยภาพในการสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจด้วย) ดังรูป
รูปที่ 2 3 ลักษณะของกระบวนการสร้างโอกาส
ดร.ดนัย เทียนพุฒ
กรรมการผู้จัดการ